วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557




******************************

ประจวบวารเฉลิมชนม์        พระจอมพลกษัตรา
พระปกเกล้า ฯ ประชามา     จำเนียรกาลประจบปี
ประชาราษฎร์ตระหนักภักดิ์   และจงรักพระจักรี
จะตามรอยพระบาทที่          ธ ทรงย่างนำทางชน
ธ ทรงเปรียบประดุจสูรย์       รพีพูนจรัสดล 
สถิตมั่นประกอบผล             วิเศษเกื้อประชากร
พศช. มโนน้อม                   ประณตพร้อมถวายพร
คณาเทพมหิศร                  ประสานช่วยประสาทพลัน
ธ หวังใดสฤษดิ์สม              ฤดีมาดมิพลาดผัน
ประสบสุขทิวาวัน               นิราศทุกข์นิรันตราย
มิเชือนแช ธ ทรงสอน          มิบั่นทอน ธ บรรยาย
จะรู้รักสมัครหมาย              สมาน-ฉันท(ะ)ไมตรี
ประพฤติพอจะเลี้ยงชีพ        มิเร่งรีบจะเกินดี
ตระหนักพจน์นฤบดี           ประทับเกล้าฯ นิรันดร

 
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า
มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.)

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

 มหัศจรรย์ พันธุ์ข้าวพื้นเมืองฯ 
คุณค่าทางโภชนาการของสายพันธุ์ข้าวท้องถิ่น


นายชวลิตร ธรสาธิตกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองฯ ต.ตูม อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ เชิญชวนพี่น้องร่วมอนุรักษ์ข้าวพันธุ์พื้นเมืองฯ “พันธุ์ข้าวดาบวิชัย๑”

ทุกวันนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ใส่ใจในการดูแลสุขภาพมากขึ้น และหันมาศึกษาข้อมูลทางโภชนาการ เพื่อเข้าถึงประโยชน์ของอาหารที่กำลังรับประทาน วันนี้มูลนิธิ พศช. ได้เดินทางมาถึงอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ เมืองที่ได้ชื่อว่า เป็นอำเภอที่มีความแห้งแล้งมากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศไทย และเป็นจุดกำเนิดของ นักสู้ผู้สร้างป่า : ดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ ตำรวจที่เป็นที่รู้จักจากการปลูกต้นไม้ทุกวัน จนกว่าจะไม่มีแรงจะปลูก และเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมือง “พันธุ์ข้าวดาบวิชัย๑”

 
"ข้าว" ถือเป็นปัจจัยหลักที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต กว่าจะได้ข้าวมาแต่ละเมล็ดต้องลงมือปักดำ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เคราะห์ซ้ำยังประสบกับปัญหาภัยแล้ง ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ปัญหาปุ๋ยหรือสารเคมีราคาสูงขึ้น ฯลฯ ‘การปลูกข้าว’ ไม่ใช่ปลูกเพื่อดำรงชีวิตเหมือนเช่นในอดีต แต่ปลูกเพื่อสนองต่อระบบเศรษฐกิจ ข้าวดีๆ ปลูกด้วยระบบอินทรีย์ จึงไม่ตกถึงท้องของคนในประเทศโดยตรง แต่ถูกส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองฯ ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ จึงเกิดแนวคิดอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองขึ้นมา


 ตำบลตูมกับการพัฒนาเกษตรกรรมแบบยั่งยืน
นายชวลิตร ธรสาธิตกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ นักบริหารและนักพัฒนาคนรุ่นใหม่ไฟแรง ได้ถ่ายทอดแนวคิดว่า “เมื่อปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ หลังจากที่ได้รวบรวมสมาชิกที่สนใจร่วมมือกับ ร...วิชัย สุริยุทธ และองค์กร NGOs โดยมูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน(.พศช.) เพื่อขับเคลื่อนเกษตรกรรมแบบยั่งยืน ซึ่งก็ได้ลองผิดลองถูกมาระยะหนึ่ง และในที่สุดจึงเกิดโครงการเกษตรอินทรีย์ และอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองฯ”

ทางชุมชนเริ่มสำรวจพันธุ์ข้าวพื้นเมืองตามครัวเรือนของชาวนาในตำบล  ปรากฏว่ามีเพียงพันธุ์ข้าวจ้าวลอย,ข้าวเม็ดสั้น, ข้าว กข ๑๕ หรือข้าวหอมมะลิที่หลงเหลืออยู่ในยุ้งฉาง และผลของการสำรวจทำให้เกิดแนวคิดจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยน ‘พันธุกรรมข้าว’ จากครัวเรือน สู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ‘ข้าวพื้นเมือง’ จากหลากหลายพื้นที่ถูกรวบรวมเพื่อเพาะขยายพันธุ์ ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ กลายเป็นอีกเมืองแห่งการอนุรักษ์พันธุ์กรรมข้าวพื้นเมืองฯ กระจายอยู่ในยุ้งฉางของเกษตรกรหลายๆ หมู่บ้าน และยังมีการกระบวนการผลิตแบบปลอดสารพิษ ‘ข้าว’ จากมือชาวนาแห่งนี้มีความปลอดภัยสูง และราคาถูกเพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงคุณค่าอย่างแท้จริง “จังหวัดศรีสะเกษ” จึงเป็นแหล่งรวมข้าวพื้นเมืองฯ “พันธุ์ข้าวดาบวิชัย๑”แห่งเดียวในประเทศไทย

 
หลังการรวบรวมสายพันธุ์จากหลากหลายท้องถิ่นในพื้นที่  ก็เข้าสู่กระบวนการปรับวิถีการผลิตที่เป็นรูปธรรม โดยการสร้างแปลงนาสาธิต นำพันธุ์ข้าวพื้นเมืองฯ มาปลูกในระบบอินทรีย์ เลิกใช้สารเคมี เช่น ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และสร้างคันนาใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ปรับนาให้มีกระทง สร้างแหล่งน้ำในไร่นา พันธุ์ข้าวพื้นเมืองฯ ถูกหวานลงในแปลงนาสาธิต เมื่อได้ผลผลิตจึงเกิดการแจกจ่ายตามครัวเรือน สู่กระบวนการอนุรักษ์มาจนถึงปัจจุบัน

ฝ่ายรับรองมาตรฐาน โดยคณะกรรมการโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองฯ จะทำการตรวจแปลงนาของชาวบ้านตามมาตรฐานของระบบอินทรีย์ทุกขั้นตอน  และตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ข้าวตามเกรด เช่น เกรดเอต้องเป็นเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อาจเจือปนได้เพียง ๓-๖ เมล็ด ใน ๑,๐๐๐ กรัม หรือเกรดบีต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวบริสุทธิ์ หรืออาจปนได้เพียง ๕-๑๐ เมล็ด ใน ๑,๐๐๐ กรัม เป็นต้น

ข้าวพื้นเมืองคุณค่าที่ควรอนุรักษ์
จากการศึกษา ‘พันธุ์ข้าวพื้นเมืองฯ’ สามารถแบ่งลักษณะของข้าวตามช่วงอายุ เช่น อายุเบา อายุปานกลาง อายุหนัก และยังมีคุณสมบัติเฉพาะสายพันธุ์ที่ทนต่อความแห้งแล้ง ทนต่อน้ำท่วม และข้าวพื้นเมืองยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น ข้าวมะลิแดง ข้าวหอมนิล ข้าวเจ้าแดง ข้าวเจ้าเหลือง มีประสิทธิภาพช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และโรคเบาหวาน
 
"ข้าว" ที่ทางกลุ่มเกษตรกรฯ ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ปลูกด้วยระบบอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีในการผลิตทุกขั้นตอน  เพื่อให้ผู้บริโภคระดับล่างได้เข้าถึงคุณค่าทางโภชนาการในราคาแบบชาวบ้าน และเน้นในการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เพื่อเป็นทางเลือกให้กับชาวนา ทางกลุ่มเกษตรกรฯ ร่วมกับมูลนิธิฯ กำลังวิจัยทางการตลาด และเสาะหา ‘พันธุ์ข้าวพื้นเมืองฯ’ เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิการผลิตข้าวของเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตรายอื่นได้แล้ว ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นยังช่วยให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และทำให้การใช้ประโยชน์ที่ดินเกิดประโยชน์สูดสุดอีกด้วย  จึงเป็นที่มาของการพัฒนาพันธุ์และคัดสรรคุณภาพข้าว  ที่นำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งทำขนมจีนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ที่ให้ผลผลิตสูงในสภาพแวดล้อมเหมาะสมและมีการจัดการดูแลที่ดี เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง
 
สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาจากภาครัฐ ทำให้อาชีพการเกษตรเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง สามารถรองรับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และมีการสืบทอดอาชีพการเกษตรต่อไป...

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557


๑๑๔ ปี วันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 
๒๑ ตุลาคม ๒๔๔๓
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อแผ่นดินไทย
และพสกนิกรไทยอย่างหาที่สุดมิได้

เย็นศิระพระเมตตามาโปรดเกล้า
พสกนิกรทุกหมู่เหล่า รำลึกถึง
พระกรุณาธิคุณสมเด็จย่าอย่างตราตรึง
ปวงราษฎร์ซึ้งพระหทัยเปี่ยมพระเมตตา

เพื่อปลดทุกข์ปวงชน จน, มี, ยาก
แม้นลำบากพระองค์ทรงอุตส่าห์
ดั้นด้นไปทุกถิ่นเพื่อปวงประชา
หายป่วยไข้ในโรคา พาบางเบา

ดั่งหยาดฝนหล่นละออง ล้างหมองหม่น-
ของชีพชนคนคลายหายโศกเศร้า
กลับชุ่มชื่นตื่นตน หม่นบรรเทา
พระโปรดเกล้าคลายร้อนมาผ่อนเย็น

ทรงยึดมั่นคุณค่าความเป็นมนุษย์
พระกรุณาหาที่สุดผุดผ่อง,เห็น
ทรงช่วยเหลือประชาราษฎร์ปราศลำเค็ญ
ธ ดุจเป็นพระมิ่งขวัญปวงชาวไทย

รำลึกพระเกียรติคุณสมเด็จย่า
ด้วยศรัทธาน้ำพระทัยอย่างเลื่อมใส
พระมหากรุณาธิคุณก้องเกริกไกล
เหล่าผองไทยไร้ทุกข์ สุขสราญ

จักขอตั้งปณิธานอย่างหาญกล้า
แม้เหนื่อยล้า จะขอสู้อย่างห้าวหาญ
ถวายแรงถวายใจในการงาน
อุทิศตนด้วยดวงมานสืบต่อไป

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า
มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.)












วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557



มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.)
ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ ๓๒ ปี
และก้าวเข้าสู่ปีที่ ๓๓ ของ พศช.


พศช.ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๒๕ โดยคณะบุคคลที่มาจากนักวิชาการในมหาวิทยาลัย นักหนังสือพิมพ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคม และครูที่ทำงานกับชุมชนชนบทในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ภายใต้กรอบแนวคิดและปรัชญาการศึกษาเพื่อชุมชน

กิจกรรมในยุคแรกมุ่งสร้างและพัฒนาการเรียนรู้ของกลุ่มคนในชนบท เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักเพื่อเรียนรู้และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัวและชุมชน ให้ยกระดับและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านกระบวนการคิดและการทำงานแบบลองผิดลองถูกครั้งแล้วครั้งเล่า จนได้บทสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนขององค์กรในปัจจุบัน 

อนาคตอันใกล้ พศช. จะดำเนินอุตสาหกรรมตัวใหม่ ที่ต่อยอดจากแป้งหมักขนมจีน อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์การผลิตขนมจีน มุ่งสู่การทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ “ การทำนาข้าว ” ของตนเองเพื่อความมั่นใจในคุณภาพและปริมาณข้าว ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมหลักของ พศช. โดยมุ่งสู่ การดำเนินธุรกิจทางการตลาดที่ตอบสนองชีวิตคนเมือง ที่ต้องการความสะดวกสบาย และดูดี อาทิ ร้านขนมจีนฟาสต์ฟู้ด, ร้านอาหารในแนวเส้นของคนเอเชีย เป็นต้น

มูลนิธิฯ ขอขอบคุณผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พศช.กรุ๊ป ทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านการศึกษา,ส่งเสริมการมีอาชีพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อส่งมอบความรักความห่วงใยและความปรารถนาดี ตลอดจนเพื่อสนับสนุนพัฒนาการศึกษาของเด็ก เยาวชน และชุมชนในท้องถิ่นห่างไกล ให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ตลอดไป...โดย มีคุณพนัส สวัสดิ์สกุลพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร พศช.กรุ๊ป เสมอมา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พศช. จะคงความมุ่งมั่น “สร้างคน สร้างงาน สร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม” ดังคำนิยามตลอดไป...

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

ข้าวพื้นเมือง เรื่องของสุขภาพ...


      ผมรู้สึกโชคดี ที่ได้รู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว จากที่ไม่เคยรู้ ทั้งที่เรากินข้าวอยู่ทุกวันมาตั้งแต่เด็กๆ ก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าข้าวเมืองไทยมีอยู่ตั้งเป็นหมื่นเป็นแสนพันธุ์ให้ เราลองนึกชื่อข้าวมาสัก ๑๐ พันธุ์ ก็ยังนึกไม่ออกเลยใช่ไหม เพิ่งรู้ครับว่า ข้าวที่นำมาทำขนมจีนได้อร่อยที่สุดคือ “ข้าวพันธุ์พื้นเมืองฯ” เพราะจะได้เส้นที่เหนียวนุ่ม แต่ถ้าจะทำสาโทให้ได้รสชาติต้องใช้ “ข้าวขี้ตมใหญ่” ส่วนข้าวที่ชื่อว่า “อีหนอนน้อย” เขาจะนำมาทำข้าวเกรียบว่าวกัน ข้าวชื่อแปลกๆ แบบนี้ไม่ค่อยเคยได้ยินใช่ไหมล่ะ แต่บอกอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปหาขนมจีนที่ทำจากข้าวพันธุ์นี้แถวตลาดใกล้บ้านหรอกนะครับ มันคงจะหายาก ก็พันธุ์ข้าวพื้นบ้านหายไปจากหมู่บ้านตั้งเยอะแล้ว เดี๋ยวนี้ปลูกกันแต่พันธุ์ที่ผสมขึ้นใหม่จากห้องทดลอง

      จริงๆ แล้วข้าวพันธุ์พื้นเมืองเรานั้นน่าทึ่งมากนะครับ นอกจากมีหลายชนิดจนนับไม่ถ้วนแล้ว เขาคุยกันว่า ข้าวบางชนิดมีฤทธิ์ในการคุมวัชพืชและแมลงในตัวของมันเอง ซึ่งจะเป็นข้าวที่ไม่ให้ผลผลิตมาก อย่างข้าวขี้ตมใหญ่ที่ไว้ทำสาโทรสชาติดีนี่ก็ใช่ ชาวบ้านเขาจะปลูกไว้นิดหน่อยไว้ล่อหนอนและแมลง จะได้ไม่รบกวนข้าวแปลงอื่น

     ส่วนใหญ่ข้าวพันธุ์พื้นเมืองฯ จะสามารถพัฒนาตนเองตามธรรมชาติ พึ่งตนเองได้แทบไม่ต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเลย ต่างจากพันธุ์ข้าวใหม่ๆ จากกรมส่งเสริมการเกษตรฯ ที่มักจะมาพร้อมกับถุงปุ๋ย กระป๋องยา และต้นทุนราคาสูง ตอนปีแรกๆ ก็ยังกินอร่อยอยู่พอสักปีสองปีก็จะกลายพันธุ์ เป็นข้าวแข็งๆ กินไม่อร่อย

     ก็เพราะว่าเป็นข้าวที่มาจากห้องทดลองไงครับ ไม่ได้เกิดและปรับตัวตามธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ ทีนี้ถ้าใครอยากจะปลูกข้าวพันธุ์นั้นต่อ ก็ต้องไปเสียเงินซื้อพันธุ์ข้าวใหม่ จะนำข้าวที่ปลูกได้มาเป็นเชื้อพันธุ์ก็ไม่ได้ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ชาวนาเป็นหนี้ท่วมตัวได้ยังไง ก็ต้องซื้อทั้งพันธุ์ข้าว ทั้งปุ๋ย และยาฆ่าแมลง แถมเดี๋ยวนี้ยังต้องทำงานหนักกว่าเดิม ปลูกข้าวตั้งปีละ ๓ ครั้ง แต่ที่สุดแล้วหลายคนก็ต้องทิ้งบ้านหิ้วกระเป๋าเข้ามาหาเงินในเมืองอยู่ดี นี่ยังไม่นับรวมการรุกคืบของบริษัทค้าขายทางการเกษตร ที่เริ่มหาช่องทางธุรกิจจากการขายและผูกขาดเมล็ดพันธุ์ข้าวบางชนิดอีกนะครับ

     ว่าที่ ร.ต.บัวพิตย์ พิทยาทรานุวัฒ ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.) กล่าวทิ้้งท้ายไว้ว่า...

     ‘พันธุ์ข้าวพื้นเมืองดาบวิชัย๑’ อันเป็น ‘มูลมัง’ หรือมรดกของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา ถูกรื้อฟื้นกลับคืนมา ภายใต้แนวคิดการพึ่งพาตนเองของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง จ.ศรีสะเกษ โดยการสนับสนุนของมูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.) เกิดขึ้นเพื่อสร้างเครือข่ายองค์กรชุมชนในการพัฒนาและอนุรักษ์ฐานทรัพยากร อาหารของชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ

     จากผลการวิจัยพันธุ์ข้าวพื้นเมืองฯ มีคุณค่าอาหารสูง ป้องกันและรักษาโรคบางชนิดได้ ผลผลิตสูง หอมนุ่มรับประทาน แต่ละสายพันธุ์ก็ให้คุณค่าทางอาหารแตกต่างกันไป มีเปอร์เซ็นต์ของสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินเอในสัดส่วนที่มากกว่าข้าว ทั่วไป บางสายพันธุ์ยังให้วิตามินอีสูงกว่าข้าวทั่วไปถึง ๒๖ เท่า มีธาตุเหล็กสูงกว่าข้าวกล้องทั่วไป ๒-๓ เท่า

     การใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองฯ ที่ผ่านการพัฒนาและรักษาสืบทอดกันมายาวนานเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการพึ่งพา ปัจจัยภายนอก ให้ผลผลิตที่ดี ช่วยลดค่าใช้จ่ายและปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็นลง และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน…

     พบกับเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับข้าวพันธุ์พื้นเมืองฯ จังหวัดศรีสะเกษ ตอนต่อไป ได้ที่นี่ : มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.)

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

ทุ่งนาบ้านฉัน ฟ้าสวยใส งดงาม 

เรียบง่าย และอบอุ่น...

         

        ว่าที่ ร.ต.บัวพิตย์ พิทยาทรานุวัฒ ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน(ม.พศช.) เล่าให้ฟังว่า พันธุ์ข้าวเริ่มสูญหายไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อราวร้อยกว่าปีมาแล้ว ช่วงนั้นประเทศไทยเราก็ส่งออกข้าวจำนวนมาก แต่เนื่องจากข้าวบ้านเรามีหลากหลายพันธุ์ ส่งขายปนๆ กันไป เลยไม่ได้ราคา ขายได้ถูกกว่าประเทศอื่น ทางรัฐบาลก็เลยจัดการประกวดคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดขึ้นมา พันธุ์ไหนชนะก็ส่งเสริมให้ปลูกเพื่อการส่งออก ตั้งแต่ช่วงนั้นพันธุ์ข้าวพื้นบ้านก็หายไปเยอะแล้ว ในตอนหลังที่มีการปฏิวัติเขียว ก็ยังมีการผสมพันธุ์ข้าวใหม่ๆ นำมาให้ชาวนาปลูกแทนพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน

         
         ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชาวนาเลิกปลูกข้าวพื้นเมือง หันมาปลูกแต่พันธุ์ส่งเสริมที่ขายได้ราคาดีกว่า ไม่เพียงแต่พันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่เคยมีเป็นหมื่นเป็นแสนพันธุ์จะหายไป แต่วิธีคิด วิถีชีวิต และวัฒนธรรมชาวบ้านที่เชื่อมโยงกับการปลูกข้าว หรือการบูชาแม่โพสพก็หายไปด้วย

         แต่ทุกวันนี้ก็มีชาวนาหลายคนที่ได้เกิดการเรียนรู้ เริ่มกลับมาปลูกพันธุ์ข้าวพื้นเมืองอย่างเดิม แม้จะไม่หลากหลายเท่าเดิม ทำให้พอมีหลงเหลือพันธุ์พื้นบ้านปลูกอยู่บ้างครับ หลายๆ หมู่บ้านที่แม้จะปลูกพันธุ์ส่งเสริมไว้ขาย แต่จะปลูกพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของตัวเองไว้กินด้วย ไม่ได้ปลูกขายทั้งหมด และไม่ได้กินพันธุ์ที่ขายด้วย เขาบอกว่าพันธุ์ข้าวพื้นเมืองส่วนใหญ่จะอร่อยกว่า เนื้อแน่น อิ่มนานกว่า

         บางหมู่บ้านมีเรื่องเล่าถึงการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพันธุ์หนึ่งไว้อย่างน่า สนใจ เขาเล่าถึงหมู่บ้านหนึ่งที่ทุกคนเลิกปลูกข้าวพันธุ์เก่ากันหมดแล้ว แต่แม่บ้านของบ้านหนึ่งเป็นคนที่ชอบกินข้าวชนิดนี้มาก และจะไม่กินข้าวอื่นเลย ด้วยความที่พ่อบ้านต้องการเอาใจแม่บ้านของตนก็เลยปลูกข้าวพันธุ์เก่าไว้แปลง หนึ่ง เพื่อให้แม่บ้านได้กินทำให้ข้าวพันธุ์นี้จึงยังหลงเหลือเชื้อพันธุ์มาจนถึง ปัจจุบัน ก็น่าชื่นชมความซื่อสัตย์ในรสนิยมการกินของแม่บ้าน และน่าขอบคุณความเอาใจใส่ของพ่อบ้านด้วย จึงทำให้ยังรักษาพันธุ์ข้าวอีกพันธุ์หนึ่งไว้ได้

         จริงๆ ก็ยังมีอีกหลายหมู่บ้านที่อนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองไว้ได้เพราะยังมีคน ที่ติดใจรสชาติของข้าวอยู่ โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ จะปลูกไว้แต่ข้าวแบบที่ตนเองเคยกินและกินอร่อย ใครจะว่าดีหรือไม่ดีก็ไม่สนใจ น่าอิจฉาคนปลูกข้าวก็ตรงนี้ที่มีโอกาสได้เลือกปลูกและกินข้าวแบบที่ตัวเองชอบ ทำให้นึกอยากปลูกข้าวที่เราชอบไว้กินเองบ้าง

         มีคนพูดถึงคำของท่านพุทธทาส เมื่อตอนที่มีคนถามท่านว่า “อะไรดีที่สุด?” ท่านตอบว่า “ไม่มีอะไรดีที่สุด มีแต่อะไรดีสำหรับอะไร” เหมือน กับพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ตั้งแต่มีการคิดประกวดคัดเลือกพันธุ์ข้าวว่า พันธุ์ ไหนดีที่สุดก็เป็นการคิดที่ผิดแล้ว เพราะการมีข้าวที่หลากหลายก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่แตกต่างกัน เขาพูดกันไปถึงจิตวิญญาณของต้นข้าวว่า ข้าวเป็นหมื่นเป็นแสนชนิดต่างเกิดมาโดยมีจิตวิญญาณ มีภาระหน้าที่ของตนเอง

         ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ท่านหนึ่ง ได้แก่ อ.สมหมาย ธรรมวัติ จากอำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ เป็นนักอนุรักษ์พันธุ์ข้าวตัวยง ที่บ้านปลูกข้าวอยู่ปีละหลายๆ พันธุ์ ท่านตั้งใจว่าจะพยายามรวบรวมข้าวพันธุ์ต่างๆ ปลูกไว้ให้ได้มากที่สุด และจะต้องพูดภาษาข้าวให้ได้ด้วย

         พูดภาษาข้าวได้ หมายความว่าจะต้องรู้จักและเข้าใจว่าข้าวแต่ละพันธุ์เป็นอย่างไร จะปลูกยังไง จะโตอย่างไร ใช้ประโยชน์อย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด ปลูกข้าวไปก็จะต้องเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข้าวไปด้วย เหมือนกับที่นักวิจัยทำ อ.สมหมาย บอกว่าตนเองเป็นชาวนา สามารถทำเรื่องวิจัยพันธุ์ข้าวได้ดีกว่านักวิจัย เพราะชาวนาน่าจะเป็นผู้ที่รู้จักข้าวดีที่สุด จุดแข็งของชาวนาก็คือการรู้จักต้นข้าว แต่ต้องเป็นชาวนาที่มีจิตวิญญาณของชาวนา สามารถปลูกข้าวให้ได้อะไรมากกว่าผลผลิต

         สิ่งที่ อ.สมหมาย กำลังทำทุกวันนื้คือพยายามกลับมาเรียนรู้เรื่องข้าวที่หายไปหลายสิบปี และพยายามจะรักษาพันธุ์ข้าวไว้ให้แผ่นดิน แต่ทำแล้วมีเสียงหัวเราะเยาะอยู่รอบตัว ใครๆ ก็บอกว่า ปลูกไว้เยอะๆ แล้วใครจะมาซื้อ นี่ก็เลยเป็นอีกเรื่องที่ต้องมีพูดคุยกัน คือนอกจากชาวนาจะต้องกลับมาเรียนรู้และอนุรักษ์พันธุ์ข้าวแล้ว ก็ต้องให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องตรงนี้ด้วย เพราะไม่อย่างนั้นปลูกไปก็ไม่มีใครกินอย่างว่า

         ฟังใครๆ เขาพูดกันแล้วก็เกิดความรู้สึกใหม่กับข้าวที่เรากินอยู่ทุกวัน ข้าวนี่ก็มีชีวิตของมันที่น่าเรียนรู้ อยากจะลองเลือกสรรข้าวที่เรากินมากขึ้น ไม่อยากกินข้าวที่มาจากความเจ็บปวดของคนปลูกข้าว …ต่อแต่นี้ไปฉันจะกินข้าวพันธุ์พื้นเมืองและถ้ามีโอกาสก็จะปลูกข้าวบนที่ดิน ของตัวเองบ้าง จะทำจริงๆ เลยครับ…คอยดู


         ติดตามเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับข้าวพันธุ์พื้นเมืองตอนต่อไปได้ที่นี่ : มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน(ม.พศช.)

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ขอขอบคุณผู้สนับสนุน
1.นายประทีป กีรติเรขา ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
2.พระครูวาปี ขันติคุณ เจ้าคณะตำบลศรีสำราญ โพนยาง
3.พ.ท.วรากร ธนยั่งยืน เสนาธิการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จังหวัดศรีสะเกษ
4.นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานสภาวัฒนธรรม จังหวัดศรีสะเกษ
5.นายกกชัย ฉายรัศมีกุล นายอำเภอวังหิน
6.นายเตชิน วรวงค์ เจ้าพนังงานปกครองอำเภอวังหิน ชำนาญการ
7.ชมรมคนรักในหลวง โดยคุณสุรยุทธ กิติวรพงศ์ กรุงเทพมหานคร
8.นายมงคล อุทัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสำราญ
9.นายจรูญ คำผาง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงตาเจ็น
10.ว่าที่พันตรีพิศาล วรจักร ผอ.โรงเรียนหนองทุ่มศรีสำราญวิทยา
11.นายระยับ ดวงศรี ผอ.โรงเรียนชุมชนหนองสังข์
12.ดร.อดิเรก บุญคง ผอ.โรงเรียนบ้านระกา
13.นายเกษมศานต์ ศรีโพนทอง กรรมการมูลนิธิ พศช.
14.นายบุญลือ บุญเติม กำนันตำบลศรีสำราญ
15.คณะเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดศรีสะเกษ
16.คณะกรรมการกองทุนนายบุญเพ็ง คำเลิศ เพื่อพัฒนาอาชีพ จ.ศรีสะเกษ
17.คณะกรรมการกองทุนร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.ศรีสะเกษ
18.นายพินิจ วงศ์โสภา หัวหน้าประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ
19.นายทองจันทร์ ศรีสุธรรม สวท.จังหวัดศรีสะเกษ
20.นายอนุสรณ์ แสงกล้า ปลัดอาวุโสอำเภอ / ประธานสถานศึกษา กศน.อำเภอวังหิน
21.นายคำนึง สมาน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 10 และชาวบ้านบ้านโคกสะอาด
22.ว่าที่ร.ต.แผน โพธิ์ชัย อดีตนายก อบต.ศรีสำราญ
23.นายเบญจพล พาลี ผอ.กศน.อำเภอภูสิงห์
24.นางพิสมัย บัวเกษ ผอ.รพ.สต.ศรีสำราญ
25.คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลศรีสำราญ
26.นายสมหมาย ธรรมวัติ ผู้จัดการกลุ่มทำนาข้าวพันธุ์พื้นเมือง จ.ศรีสะเกษ
27.สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดศรีสะเกษ
28.คณะครู นักเรียน ร.ร.ชุมชนหนองสังข์ / ร.ร.หนองทุ่มศรีสำราญวิทยา / ร.ร.บ้านโพนยาง
29.ครอบครัวศรีวิพัฒน์ โดยนางสาวพิมพ์ลดา ศรีวิพัฒน์
30.ครอบครัวสิตพงษ์ โดยนางสาววัลวลี สิตพงษ์
31.ครอบครัวสุภาพ โดยคุณกิตติภรน์ สุภาพ
32.คุณสมทวี บัวเกษ จังหวัดชลบุรี
33.คุณนิธินันท์ บุญหวาน จังหวัดศรีสะเกษ
34.บริษัท พ.ศ.ช.ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด จังหวัดศรีสะเกษ
35.ทีมงาน พศช.นนทบุรี FC โดยคุณสันต์ธาร ปุเลตัง
36.ชมรมอรหันต์ บริษัท พ.ศ.ช.กรุ๊ป จำกัด จ.นนทบุรี โดยคุณศิชา ธรรมอินทอง
37.ครอบครัวรักษาพันธุ์ โดยเด็กชายอภิรักษ์ รักษาพันธุ์ จ.นนทบุรี
38.พี่น้องประชาชนผู้มีจิตอาสาทุกท่าน

มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.) มีความรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมจัดให้มีกิจกรรม “เพาะกล้าจิตอาสา 1,000 ต้นกล้า ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ประจำปี 2557” ซึ่งจัดขึ้น ณ ป่าชุมชนหนองประหวด บ้านโคกสะอาด หมู่ที่ 10 ต.ศรีสำราญ อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ เป็นหนึ่งกิจกรรมภายใต้โครงการ “เครือข่ายจิตอาสา ตามรอยดาบวิชัย ด้วยก้าวที่ยั่งยืน” ในความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.) กองทุน ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดศรีสะเกษ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ที่ให้การสนับสนุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำห้วยสำราญ ให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีสภาพเหมาะแก่การอยู่อาศัยให้แก่สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศป่าต้นน้ำ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้อาสาสมัครจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ พนักงานบริษัทเอกชนและครอบครัว ผู้แทนองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ นักเรียนนักศึกษา และกลุ่มสมาชิก Facebook ประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสร่วมแสดงพลังในการตอบแทนสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวฯ และเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่องการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมการปลูกป่าฯ นี้ ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อสืบสานปณิธานดาบวิชัย สุริยุทธ ปราชญ์ชาวบ้าน ที่เดินทางไปบรรยายความรู้จากการเรียนรู้ด้วยตนเองจากธรรมชาติด้วยพลังใจที่ คุโชนเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่คนรอบข้างกล่าวหาว่าเขาเป็นคนบ้า บ้า…ที่จะปลูกต้นไม้ เฉพาะต้นตาล เขาปลูกมาแล้วกว่า 2 ล้านต้น ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ผ่านมา

นับ ตั้งแต่ปี 2555 มูลนิธิฯ ได้จัดตั้งกองทุน ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดศรีสะเกษขึ้น ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ตลอดจนจิตอาสาจากทุกสาขาอาชีพ จัดทำโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ และการปลูกต้นไม้นานาชนิด เช่น ต้นตาล, คูน, ถ่อน, ยางนา, แค และต้นขี้เหล็ก เป็นต้น ซึ่งได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 10,000 ต้น นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้ให้การสนับสนุน “เพาะพันธุ์กล้าไม้” “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ศึกษาธรรมชาติ” และ “การรณรงค์ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง” ในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยสำราญ และพื้นที่ใกล้เคียง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้เยาวชนและผู้ที่สนใจเข้าไปศึกษาระบบนิเวศป่าต้นน้ำเพื่อการเกษตรแบบ ผสมผสานตามแนวทางทฤษฎีใหม่ต่อไป
เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว โดยกิจกรรมในปี 2557 นี้ ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนจากหลากหลายภาคส่วน จำนวนกว่า 200 คน ได้แก่
1.) กลุ่มจิตอาสาจากกรุงเทพฯ จำนวน 50 คน
2.) คณะครูและนักเรียนโรงเรียนหนองทุ่มศรีสำราญวิทยา จำนวน 50 คน
3.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปที่สนใจ จำนวน 50 คน
4.) กลุ่มจิตอาสาจากพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและใกล้เคียง จำนวน 50 คน
 

ได้เข้าร่วมปลูกต้นกล้าเพิ่มเติมอีก 1,000 ต้น ให้แล้วเสร็จใน 1 วัน เพื่อเป็นการถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามแนวพระราชดำริ และเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่องการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำห้วยสำราญ ซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่สำคัญต่อการเกษตรกรรมของจังหวัดศรีสะเกษ

นอกจากจะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ป่าและแหล่งอาหารของสัตว์นานาชนิดแล้ว ยังจะเป็นการช่วยให้ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ ถึงการศึกษาสภาพแวดล้อมของป่าต้นน้ำแก่กลุ่มเด็กนักเรียน นักศึกษาที่ได้มีโอกาสเข้ามาทัศนศึกษาด้านธรรมชาติวิทยา ณ ศูนย์เรียนรู้มหาวิชชาลัยธรรมชาติ ตำบลศรีสำราญ อำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

สำหรับการปลูกป่าในวันนี้จะเห็นว่าพื้นที่ป่าไม้มีจำนวนลดน้อยลงทุกขณะ ก็ถือว่าสิ่งที่เราจะต้องร่วมกัน นั่นคือจะทำกิจกรรมอย่างไรให้เหมาะสมและดำรงรักษาป่าไม้นี้ เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวของป่าไม้ร่วมกัน มูลนิธิฯ ขอให้ทุกท่านทั้งหลายในที่นี้ และที่อยู่ในแต่ละภูมิภาคนั้น ได้ร่วมกันตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงระบบนิเวศ และขอน้อมนำแนวพระราชดำริของทั้ง 2 พระองค์ แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องการปลูกป่าแบบไม่ปลูก ก็หมายถึงการที่ปล่อยให้ป่านั้นฟื้นตัวขึ้นมาเอง โดยไม่ให้มีสิ่งใดรบกวน เพราะธรรมชาติจะจัดการกับตัวเองและป่าก็จะเจริญเติบโตเป็นป่าที่สมบูรณ์ต่อ ไป รวมถึงแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการให้คนอยู่กับป่า นั้นหมายความว่าเมื่อคนได้ใช้ประโยชน์จากป่า ป่าก็อยู่ได้ คนก็อยู่ได้ ที่ทรงให้ความสำคัญในเรื่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และการปลูกป่าเพื่อให้ใช้เป็นแนวทางในการทำงาน สร้างให้เกิดงาน สร้างให้เกิดรายได้ สร้างความรู้ สร้างความเข้าใจ และสร้างความตระหนักในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และรวมถึงการช่วยกันรับผิดชอบที่จะฟื้นฟูดูแลรักษาป่าไม้ให้เป็นความสมบูรณ์ ของระบบนิเวศต่อไป

เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมนำ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ มูลนิธิฯ โดยกองทุน ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดศรีสะเกษ ขอให้ทุกหน่วยงานได้นำแนวพระราชดำรินี้ไปน้อมนำ ปรับใช้ เพื่อที่จะทำให้ป่าไม้ของเรานั้นได้อยู่อย่างยั่งยืน เพื่อให้ลูกหลานของเราได้มีโอกาส ได้เห็นและสัมผัสคุณประโยชน์ของป่าไม้ในการดูแลรักษาธรรมชาติและความสมดุล นี้ด้วย รวมถึงการที่จะทำอย่างไรให้ป่าไม้นี้เป็นปัจจัยสำคัญ และเป็นแหล่งพืชพรรณธัญญาหารที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าด้วย มูลนิธิฯ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนกิจกรรม “เพาะกล้าจิตอาสา 1,000 ต้นกล้า ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ประจำปี 2557” ขอขอบคุณจิตอาสาและพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ได้มาร่วมกันปลูกป่ารักษา ธรรมชาติ สร้างความสมดุล และเพื่อสร้างความรักความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของเราในครั้งนี้ และสุดท้ายนี้ขออวยพรให้ทุกท่านประสบความสำเร็จตามเจตจำนงทุกประการ ประสบแต่ความสุขความเจริญโดยถ้วนหน้า...
                                                     

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557


         กิจกรรม “เพาะกล้าจิตอาสา 1,000 ต้นกล้า ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ประจำปี 2557” จัดขึ้น ณ พื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหนึ่งกิจกรรมภายใต้โครงการ “เครือข่ายจิตอาสา ตามรอยดาบวิชัย ด้วยก้าวที่ยั่งยืน” ในความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (.พศช.) กองทุน ร...วิชัย สุริยุทธ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดศรีสะเกษ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ที่ให้การสนับสนุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำห้วยสำราญ ให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีสภาพเหมาะแก่การอยู่อาศัยให้แก่สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศป่าต้นน้ำ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้อาสาสมัครจากภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ พนักงานบริษัทเอกชนและครอบครัว ผู้แทนองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ นักเรียนนักศึกษา และกลุ่มสมาชิก Facebook ประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสร่วมแสดงพลังในการตอบแทนสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่องการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมการปลูกป่าฯ นี้ ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อสืบสานปณิธานดาบวิชัย สุริยุทธ ปราชญ์ชาวบ้าน ที่เดินทางไปบรรยายความรู้จากการเรียนรู้ด้วยตนเองจากธรรมชาติด้วยพลังใจที่ คุโชนเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่คนรอบข้างกล่าวหาว่าเขาเป็นคนบ้า บ้า…ที่จะปลูกต้นไม้ เฉพาะต้นตาล เขาปลูกมาแล้วกว่า 2 ล้านต้น ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ผ่านมา
       
       นับ ตั้งแต่ปี 2555 มูลนิธิฯ ได้จัดตั้งกองทุน ร...วิชัย สุริยุทธ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดศรีสะเกษขึ้น ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ตลอดจนจิตอาสาจากทุกสาขาอาชีพ จัดทำโครงการปลูกป่าเฉลิมพระ เกียรติฯ และต้นไม้นานาชนิด เช่น ต้นตาล, คูน, ถ่อน, ยางนา, แค และต้นขี้เหล็ก เป็นต้น ซึ่งได้ปลูกต้นไม้ไปแล้ว กว่า 10,000 ต้น นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้ให้การสนับสนุน “เพาะพันธุ์กล้าไม้” “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ศึกษาธรรมชาติ” และ “การรณรงค์ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง” ในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยสำราญ และพื้นที่ใกล้เคียง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้เยาวชนและผู้ที่สนใจเข้าไปศึกษาระบบนิเวศป่าต้นน้ำเพื่อการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทางทฤษฎีใหม่ต่อไป
 
    เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว โดยกิจกรรมในปี 2557นี้ ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนจากหลากหลายภาคส่วน จำนวนกว่า 200 คน ได้แก่
      1. กลุ่มจิตอาสาจากกรุงเทพฯ จำนวน 50 คน
      2. คณะครูและนักเรียนโรงเรียนหนองทุ่มศรีสำราญวิทยา จำนวน 50 คน
      3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปที่สนใจ จำนวน 50 คน
      4. กลุ่มจิตอาสาจากพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและใกล้เคียง จำนวน 50 คน
ได้เข้าร่วมปลูกต้นกล้าเพิ่มเติมอีก 1,000 ต้น ให้แล้วเสร็จใน 1 วัน เพื่อเป็นการถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามแนวพระราชดำริ และเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่องการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำห้วยสำราญ ซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่สำคัญต่อการเกษตรกรรมของจังหวัดศรีสะเกษ
     
 นอกจากจะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ป่าและแหล่งอาหารของสัตว์นานาชนิดแล้ว ยังจะเป็นการช่วยให้ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ ถึงการศึกษาสภาพแวดล้อมของป่าต้นน้ำแก่กลุ่มเด็กนักเรียน นักศึกษาที่ได้มีโอกาสเข้ามาทัศนศึกษาด้านธรรมชาติวิทยา ณ ศูนย์เรียนรู้มหาวิชชาลัยธรรมชาติ ตำบลศรีสำราญ อำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557


งามพระบารมีศรีสวัสดิ์
งามพระจริวัตรพิพัฒน์ผล
งามพระกรุณาประชาชน
ดวงกมลดื่มด่ำล้ำรำพัน

เศรษฐกิจตกต่ำนำวิกฤต
กระทบกระเทือนชีวิตประชาสรรพ์
ทั้งตกงานอดอยากลำบากครัน
พระมิ่งขวัญก่อเกื้อเอื้ออาทร

พระราชทานอาหารมื้อกลางวัน
มื้อสำคัญผดุงสุขดับทุกข์ถอน
พระการุณย์อุ่นเกล้าเหล่านิกร
ถวายพระพรเทิดไว้ในกมล

พระกรณียกิจประสิทธิ์ประสาท
ประกาศพระกรุณามหากุศล
ชีวิตปลาแหวกว่ายในสายชล
พระดาลดลพันธุ์พงศ์คงยั่งยืน

ปลาหวีเกศสายพันธุ์นั้นสูญพันธุ์
คางเบือนอันงามตาน่าชมชื่น
หายากใกล้สูญพันธุ์นับวันคืน
โปรดให้ฟื้นฟูปลาค่าคงคืน

จึงปลาไทยดำรงทรงคุณค่า
คู่แหล่งหล้าอุดมสมประสงค์
สัมฤทธิ์ควรชื่นชมกรมประมง
งามพระราชจำนงดำรงไทย

พระวิริยอุตสาหะสละสุข
เพื่อดับทุกข์เทวษเขตไทยใต้
ถึงตรากตรำลำบากยากเพียงใด
พระกรุณาเสด็จไปไม่ระอา

ให้พี่น้องผองผ่าเราทุกคน
ซึ่งเกิดบนแผ่นดินไทยได้หรรษา
แผ่นดินนี้เป็นไทยเนิ่นนานมา
ความตรึกตราสำนึกบุญคุณแผ่นดิน

ทั้งยะลา ปัตตานี นราธิวาส
ไม่ว่าศาสนาใดไทยทั้งสิ้น
สืบเชื้อสายหลายรุ่นบุญชีวิน
ได้ทำกินควรมั่นกตัญญู

ทั้งเหนือใต้ไทยสุขทุกภาคพื้น
พระกรุณาพลิกฟื้นคืนคงอยู่
ท้องทะเลป่าไม้ได้เชิดชู
ปวงชนรู้แกร่งกล้าก้าวหน้าไกล

ทรงอนุรักษ์ฟื้นฟูชูชีวิต
เพื่อสร้างสรรค์เศรษฐกิจชาติสดใส
ยกระดับชีวิตและจิตใจ
พระกรุณาประชาไทยสุขใจกาย

พระเมตตากรุณาค่าชีวิต
ทรงอุทิศพระราชทรัพย์นับหลากหลาย
ขจัดทุกข์โศกศัลย์ภยันตราย
ทรงมุ่งหมายเยียวยาประชาชน

ทรงก่อตั้ง ศาลารวมใจ
น้ำพระทัยก่อเกิดประเสริฐผล
หมอชาวบ้านรักษาชีวาคน
พระมหากุศลผลบุญงาม

พระคุณเทพสถิตนมิตเลิศ
โลกทูนเทิดราชินีศรีสยาม
เป็นมิ่งขวัญสรรค์สุขทุกเขตคาม
น้อมประณามขอพระองค์ทรงสราญ

ทั้งดินแล้งระแหงรุกทุกนาไร่
อุทกภัยหลั่งล้นท้นสถาน
ทรงแก้ไขปวงชนพ้นภัยพาล
พระกรุณาพระราชทานน้ำดินดี

โครงการศรีเกษตรเขตภูสิงห์
พระเมตตาใหญ่ยิ่งคือสิ่งที่
เทิดทูนไว้เหนือเกลล้าประชาชี
ตราบชีวีภักดิ์พร้อมน้อมกมล

ดินเปรี้ยวจัดขัดขวางทางผลิต
ทุกชีวิตยากแค้นแสนขัดสน
เนินธัมมัง เขาค้อแดง แหล่งชุมชน
พระกรุณาดาลดลดินอุดม

หาดทรายใหญ่ในประจวบคีรีขันธ์
ขาดแคลนน้ำชีวันแสนขื่นขม
โปรส่งน้ำนำชนพ้นตรอมตรม
น้อมบังคมพระคุณเลิศชนเทิดทูน

หลากหลายเขตแดนดินถิ่นภาคใต้
ยังคงมีเภทภัยไม่สิ้นสูญ
พระราชทานธนาคารข้าวเกื้อกูล
พสกนิกรเพิ่มพูนความภักดี

***************************************
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า
มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.) 
********************************************************

คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ (ผู้ประพันธ์)


วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557


มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (.พศช.)
เปิดรับจิตอาสาจากองค์กรต่างๆ ที่สนใจ พาสมาชิกมาร่วมกันทำความดี... 
ในกิจกรรม
เพาะกล้าจิตอาสา 1,000 ต้นกล้า ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ประจำปี 2557”
ภายใต้โครงการ “เครือข่ายจิตอาสา ตามรอยดาบวิชัย ด้วยก้าวที่ยั่งยืน”
ระหว่างวันที่ 16-17 สิงหาคม 2557
ณ ศูนย์เรียนรู้มหาวิชชาลัยธรรมชาติ หมู่ที่ 7 ตำบลศรีสำราญ อำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ
*******************






ด่วน! รับจำนวนจำกัด เพียง 50 ท่าน เท่านั้น
 

กิจกรรม “เพาะกล้าจิตอาสา 1,000 ต้นกล้า ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ประจำปี 2557” จัดขึ้น ณ พื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหนึ่งกิจกรรมภายใต้โครงการ “เครือข่ายจิตอาสา ตามรอยดาบวิชัย ด้วยก้าวที่ยั่งยืน” ในความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (.พศช.) กองทุน ร...วิชัย สุริยุทธ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดศรีสะเกษ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ที่ให้การสนับสนุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำห้วยสำราญ ให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีสภาพเหมาะแก่การอยู่อาศัยให้แก่สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศป่าต้นน้ำ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้อาสาสมัครจากภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ พนักงานบริษัทเอกชนและครอบครัว ผู้แทนองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ นักเรียนนักศึกษา และกลุ่มสมาชิก Facebook ประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสร่วมแสดงพลังในการตอบแทนสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่องการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมการปลูกป่าฯ นี้ ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อสืบสานปณิธาน ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ (หรือดาบวิชัย) ปราชญ์ชาวบ้าน ที่เดินทางไปบรรยายความรู้จากการเรียนรู้ด้วยตนเองจากธรรมชาติด้วยพลังใจที่ คุโชนเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่คนรอบข้างกล่าวหาว่าเขาเป็นคนบ้า บ้า…ที่จะปลูกต้นไม้ เฉพาะต้นตาล เขาปลูกมาแล้วกว่า 2 ล้านต้น ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ผ่านมา




นับ ตั้งแต่ปี 2555 มูลนิธิฯ ได้จัดตั้งกองทุน ร...วิชัย สุริยุทธ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดศรีสะเกษขึ้น ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ตลอดจนจิตอาสาจากทุกสาขาอาชีพ จัดทำโครงการปลูกป่า เฉลิมพระเกียรติฯ หรือต้นไม้นานาชนิด เช่น ต้นตาล, คูน, ถ่อน, ยางนา, แค และต้นขี้เหล็ก เป็นต้น ซึ่งได้ปลูกต้นไม้ไปแล้ว กว่า 10,000 ต้น นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้ให้การสนับสนุน “เพาะพันธุ์กล้าไม้” “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ศึกษาธรรมชาติ” และ “การรณรงค์ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง” ในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยสำราญ และพื้นที่ใกล้เคียง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้เยาวชนและผู้ที่สนใจเข้าไปศึกษาระบบนิเวศป่าต้นน้ำเพื่อการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทางทฤษฎีใหม่ต่อไป
เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว โดยกิจกรรมในปี 2557นี้ ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนจากหลากหลายภาคส่วน จำนวนกว่า200 คน ได้แก่
      1. กลุ่มจิตอาสาจากกรุงเทพฯ จำนวน 50 คน
      2. คณะครูและนักเรียนโรงเรียนหนองทุ่มศรีสำราญวิทยา จำนวน 50 คน
      3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปที่สนใจ จำนวน 50 คน
      4. กลุ่มจิตอาสาจากพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและใกล้เคียง จำนวน 50 คน
ได้เข้าร่วมปลูกต้นกล้าเพิ่มเติมอีก 1,000 ต้น ให้แล้วเสร็จใน 1 วัน เพื่อเป็นการถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามแนวพระราชดำริ และเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่องการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำห้วยสำราญ ซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่สำคัญต่อการเกษตรกรรมของจังหวัดศรีสะเกษ
นอกจากจะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ป่าและแหล่งอาหารของสัตว์นานาชนิดแล้ว ยังจะเป็นการช่วยให้ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ ถึงการศึกษาสภาพแวดล้อมของป่าต้นน้ำแก่กลุ่มเด็กนักเรียน นักศึกษาที่ได้มีโอกาสเข้ามาทัศนศึกษาด้านธรรมชาติวิทยา ณ ศูนย์เรียนรู้มหาวิชชาลัยธรรมชาติ ตำบลศรีสำราญ อำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เสาร์ที่ 16.. 57
  • 06.00 . – 07.00 . รับประทานอาหารเช้า
  • 07.00 . – 08.00 . เดินทางสู่ สถานที่จัดกิจกรรมฯ
  • 09.00 . – 11.30 . ร่วมกิจกรรมปลูกป่าฯ (จุดที่ 1)
  • 12.00 . – 13.00 . รับประทานอาหารเที่ยง
  • 14.00 . – 16.00 . ร่วมกิจกรรมปลูกป่าฯ (จุดที่ 2)
  • 16.00 . – 17.00 . เดินทางกลับที่พัก
  • 18.00 . – 19.00 . รับประทานอาหารเย็น/พักผ่อนตามอัธยาศัย
อาทิตย์ที่ 17 .. 57
  • 07.00 . - 08.00 . รับประทานอาหารเช้า
  • 09.00 . - 11.30 . ศึกษาดูงาน ณ ศูนย์เรียนรู้มหาวิชชาลัยธรรมชาติ
  • 11.30 . - 12.30 . รับประทานอาหารเที่ยง
  • 13.00 . เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ
สวัสดิการ
1. มีอาหารบริการทุกมื้อ
2. มีรถรับ-ส่งที่พัก-จุดทำกิจกรรมฯ
3. วิทยากร ในการอบรมการปลูกป่าฯ
4. ต้นไม้สำหรับปลูกป่าฯ
การเตรียมตัว
1. ชุดลุยๆ 1 ชุด สำหรับกิจกรรมปลูกป่า
2. รองเท้าผ้าใบ
3. หมวก
4. อุปกรณ์อาบน้ำ ผ้าเช็ดตัว สบู่ ของใช้ส่วนตัว ฯลฯ






หากท่านมีความประสงค์จะสมทบค่าใช้จ่ายในกิจกรรมกรุณา
โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชี 
“กองทุน ร...วิชัย สุริยุทธ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดศรีสะเกษ”  
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้ โลตัส ขุขันธ์ (ศรีสะเกษ)
เลขที่บัญชี : 404-643125-5
เมื่อโอนแล้วกรุณา โทรยืนยันการโอน ที่ 089-488-8705
และส่งรายชื่อ-นามสกุลของอาสาทุกท่านพร้อมเบอร์โทรศัพท์
(บอกวันเวลาการโอนและธนาคารที่โอน)ไม่ต้องส่งสลิปมา
โดยส่งรายละเอียดมาที่ E-mail : psch.edcf@gmail.com
การสมัคร : ผู้ที่สนใจสามารถแจ้งชื่อ-นามสกุล-ชื่อเล่น ลงในหน้ากิจกรรม
จากนั้น จะต้องเดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมด้วยตนเอง ตามวันเวลาและสถานที่ที่ได้ประกาศให้ทราบ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการสมัครใดๆ ทั้งสิ้น

หมายเหตุ : กิจกรรมนี้จัดโดยองค์กรอิสระไม่แสวงหาผลกำไร ไม่มีค่าตอบแทนใดๆ




ติดตามรายละเอียดได้ทาง https://www.facebook.com/มูลนิธิ พศช.

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ :  
ว่าที่ร้อยตรี บัวพิตย์ พิทยาทรานุวัฒ โทร. 089-488-8705
นางสาวพิมพ์ลดา ศรีวิพัฒน์ โทร. 082-702-2068