วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557



มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.)
ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ ๓๒ ปี
และก้าวเข้าสู่ปีที่ ๓๓ ของ พศช.


พศช.ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๒๕ โดยคณะบุคคลที่มาจากนักวิชาการในมหาวิทยาลัย นักหนังสือพิมพ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคม และครูที่ทำงานกับชุมชนชนบทในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ภายใต้กรอบแนวคิดและปรัชญาการศึกษาเพื่อชุมชน

กิจกรรมในยุคแรกมุ่งสร้างและพัฒนาการเรียนรู้ของกลุ่มคนในชนบท เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักเพื่อเรียนรู้และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัวและชุมชน ให้ยกระดับและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านกระบวนการคิดและการทำงานแบบลองผิดลองถูกครั้งแล้วครั้งเล่า จนได้บทสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนขององค์กรในปัจจุบัน 

อนาคตอันใกล้ พศช. จะดำเนินอุตสาหกรรมตัวใหม่ ที่ต่อยอดจากแป้งหมักขนมจีน อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์การผลิตขนมจีน มุ่งสู่การทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ “ การทำนาข้าว ” ของตนเองเพื่อความมั่นใจในคุณภาพและปริมาณข้าว ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมหลักของ พศช. โดยมุ่งสู่ การดำเนินธุรกิจทางการตลาดที่ตอบสนองชีวิตคนเมือง ที่ต้องการความสะดวกสบาย และดูดี อาทิ ร้านขนมจีนฟาสต์ฟู้ด, ร้านอาหารในแนวเส้นของคนเอเชีย เป็นต้น

มูลนิธิฯ ขอขอบคุณผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พศช.กรุ๊ป ทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านการศึกษา,ส่งเสริมการมีอาชีพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อส่งมอบความรักความห่วงใยและความปรารถนาดี ตลอดจนเพื่อสนับสนุนพัฒนาการศึกษาของเด็ก เยาวชน และชุมชนในท้องถิ่นห่างไกล ให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ตลอดไป...โดย มีคุณพนัส สวัสดิ์สกุลพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร พศช.กรุ๊ป เสมอมา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พศช. จะคงความมุ่งมั่น “สร้างคน สร้างงาน สร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม” ดังคำนิยามตลอดไป...

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

ข้าวพื้นเมือง เรื่องของสุขภาพ...


      ผมรู้สึกโชคดี ที่ได้รู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว จากที่ไม่เคยรู้ ทั้งที่เรากินข้าวอยู่ทุกวันมาตั้งแต่เด็กๆ ก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าข้าวเมืองไทยมีอยู่ตั้งเป็นหมื่นเป็นแสนพันธุ์ให้ เราลองนึกชื่อข้าวมาสัก ๑๐ พันธุ์ ก็ยังนึกไม่ออกเลยใช่ไหม เพิ่งรู้ครับว่า ข้าวที่นำมาทำขนมจีนได้อร่อยที่สุดคือ “ข้าวพันธุ์พื้นเมืองฯ” เพราะจะได้เส้นที่เหนียวนุ่ม แต่ถ้าจะทำสาโทให้ได้รสชาติต้องใช้ “ข้าวขี้ตมใหญ่” ส่วนข้าวที่ชื่อว่า “อีหนอนน้อย” เขาจะนำมาทำข้าวเกรียบว่าวกัน ข้าวชื่อแปลกๆ แบบนี้ไม่ค่อยเคยได้ยินใช่ไหมล่ะ แต่บอกอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปหาขนมจีนที่ทำจากข้าวพันธุ์นี้แถวตลาดใกล้บ้านหรอกนะครับ มันคงจะหายาก ก็พันธุ์ข้าวพื้นบ้านหายไปจากหมู่บ้านตั้งเยอะแล้ว เดี๋ยวนี้ปลูกกันแต่พันธุ์ที่ผสมขึ้นใหม่จากห้องทดลอง

      จริงๆ แล้วข้าวพันธุ์พื้นเมืองเรานั้นน่าทึ่งมากนะครับ นอกจากมีหลายชนิดจนนับไม่ถ้วนแล้ว เขาคุยกันว่า ข้าวบางชนิดมีฤทธิ์ในการคุมวัชพืชและแมลงในตัวของมันเอง ซึ่งจะเป็นข้าวที่ไม่ให้ผลผลิตมาก อย่างข้าวขี้ตมใหญ่ที่ไว้ทำสาโทรสชาติดีนี่ก็ใช่ ชาวบ้านเขาจะปลูกไว้นิดหน่อยไว้ล่อหนอนและแมลง จะได้ไม่รบกวนข้าวแปลงอื่น

     ส่วนใหญ่ข้าวพันธุ์พื้นเมืองฯ จะสามารถพัฒนาตนเองตามธรรมชาติ พึ่งตนเองได้แทบไม่ต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเลย ต่างจากพันธุ์ข้าวใหม่ๆ จากกรมส่งเสริมการเกษตรฯ ที่มักจะมาพร้อมกับถุงปุ๋ย กระป๋องยา และต้นทุนราคาสูง ตอนปีแรกๆ ก็ยังกินอร่อยอยู่พอสักปีสองปีก็จะกลายพันธุ์ เป็นข้าวแข็งๆ กินไม่อร่อย

     ก็เพราะว่าเป็นข้าวที่มาจากห้องทดลองไงครับ ไม่ได้เกิดและปรับตัวตามธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ ทีนี้ถ้าใครอยากจะปลูกข้าวพันธุ์นั้นต่อ ก็ต้องไปเสียเงินซื้อพันธุ์ข้าวใหม่ จะนำข้าวที่ปลูกได้มาเป็นเชื้อพันธุ์ก็ไม่ได้ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ชาวนาเป็นหนี้ท่วมตัวได้ยังไง ก็ต้องซื้อทั้งพันธุ์ข้าว ทั้งปุ๋ย และยาฆ่าแมลง แถมเดี๋ยวนี้ยังต้องทำงานหนักกว่าเดิม ปลูกข้าวตั้งปีละ ๓ ครั้ง แต่ที่สุดแล้วหลายคนก็ต้องทิ้งบ้านหิ้วกระเป๋าเข้ามาหาเงินในเมืองอยู่ดี นี่ยังไม่นับรวมการรุกคืบของบริษัทค้าขายทางการเกษตร ที่เริ่มหาช่องทางธุรกิจจากการขายและผูกขาดเมล็ดพันธุ์ข้าวบางชนิดอีกนะครับ

     ว่าที่ ร.ต.บัวพิตย์ พิทยาทรานุวัฒ ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.) กล่าวทิ้้งท้ายไว้ว่า...

     ‘พันธุ์ข้าวพื้นเมืองดาบวิชัย๑’ อันเป็น ‘มูลมัง’ หรือมรดกของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา ถูกรื้อฟื้นกลับคืนมา ภายใต้แนวคิดการพึ่งพาตนเองของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง จ.ศรีสะเกษ โดยการสนับสนุนของมูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.) เกิดขึ้นเพื่อสร้างเครือข่ายองค์กรชุมชนในการพัฒนาและอนุรักษ์ฐานทรัพยากร อาหารของชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ

     จากผลการวิจัยพันธุ์ข้าวพื้นเมืองฯ มีคุณค่าอาหารสูง ป้องกันและรักษาโรคบางชนิดได้ ผลผลิตสูง หอมนุ่มรับประทาน แต่ละสายพันธุ์ก็ให้คุณค่าทางอาหารแตกต่างกันไป มีเปอร์เซ็นต์ของสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินเอในสัดส่วนที่มากกว่าข้าว ทั่วไป บางสายพันธุ์ยังให้วิตามินอีสูงกว่าข้าวทั่วไปถึง ๒๖ เท่า มีธาตุเหล็กสูงกว่าข้าวกล้องทั่วไป ๒-๓ เท่า

     การใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองฯ ที่ผ่านการพัฒนาและรักษาสืบทอดกันมายาวนานเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการพึ่งพา ปัจจัยภายนอก ให้ผลผลิตที่ดี ช่วยลดค่าใช้จ่ายและปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็นลง และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน…

     พบกับเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับข้าวพันธุ์พื้นเมืองฯ จังหวัดศรีสะเกษ ตอนต่อไป ได้ที่นี่ : มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (ม.พศช.)

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

ทุ่งนาบ้านฉัน ฟ้าสวยใส งดงาม 

เรียบง่าย และอบอุ่น...

         

        ว่าที่ ร.ต.บัวพิตย์ พิทยาทรานุวัฒ ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน(ม.พศช.) เล่าให้ฟังว่า พันธุ์ข้าวเริ่มสูญหายไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อราวร้อยกว่าปีมาแล้ว ช่วงนั้นประเทศไทยเราก็ส่งออกข้าวจำนวนมาก แต่เนื่องจากข้าวบ้านเรามีหลากหลายพันธุ์ ส่งขายปนๆ กันไป เลยไม่ได้ราคา ขายได้ถูกกว่าประเทศอื่น ทางรัฐบาลก็เลยจัดการประกวดคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดขึ้นมา พันธุ์ไหนชนะก็ส่งเสริมให้ปลูกเพื่อการส่งออก ตั้งแต่ช่วงนั้นพันธุ์ข้าวพื้นบ้านก็หายไปเยอะแล้ว ในตอนหลังที่มีการปฏิวัติเขียว ก็ยังมีการผสมพันธุ์ข้าวใหม่ๆ นำมาให้ชาวนาปลูกแทนพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน

         
         ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชาวนาเลิกปลูกข้าวพื้นเมือง หันมาปลูกแต่พันธุ์ส่งเสริมที่ขายได้ราคาดีกว่า ไม่เพียงแต่พันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่เคยมีเป็นหมื่นเป็นแสนพันธุ์จะหายไป แต่วิธีคิด วิถีชีวิต และวัฒนธรรมชาวบ้านที่เชื่อมโยงกับการปลูกข้าว หรือการบูชาแม่โพสพก็หายไปด้วย

         แต่ทุกวันนี้ก็มีชาวนาหลายคนที่ได้เกิดการเรียนรู้ เริ่มกลับมาปลูกพันธุ์ข้าวพื้นเมืองอย่างเดิม แม้จะไม่หลากหลายเท่าเดิม ทำให้พอมีหลงเหลือพันธุ์พื้นบ้านปลูกอยู่บ้างครับ หลายๆ หมู่บ้านที่แม้จะปลูกพันธุ์ส่งเสริมไว้ขาย แต่จะปลูกพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของตัวเองไว้กินด้วย ไม่ได้ปลูกขายทั้งหมด และไม่ได้กินพันธุ์ที่ขายด้วย เขาบอกว่าพันธุ์ข้าวพื้นเมืองส่วนใหญ่จะอร่อยกว่า เนื้อแน่น อิ่มนานกว่า

         บางหมู่บ้านมีเรื่องเล่าถึงการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพันธุ์หนึ่งไว้อย่างน่า สนใจ เขาเล่าถึงหมู่บ้านหนึ่งที่ทุกคนเลิกปลูกข้าวพันธุ์เก่ากันหมดแล้ว แต่แม่บ้านของบ้านหนึ่งเป็นคนที่ชอบกินข้าวชนิดนี้มาก และจะไม่กินข้าวอื่นเลย ด้วยความที่พ่อบ้านต้องการเอาใจแม่บ้านของตนก็เลยปลูกข้าวพันธุ์เก่าไว้แปลง หนึ่ง เพื่อให้แม่บ้านได้กินทำให้ข้าวพันธุ์นี้จึงยังหลงเหลือเชื้อพันธุ์มาจนถึง ปัจจุบัน ก็น่าชื่นชมความซื่อสัตย์ในรสนิยมการกินของแม่บ้าน และน่าขอบคุณความเอาใจใส่ของพ่อบ้านด้วย จึงทำให้ยังรักษาพันธุ์ข้าวอีกพันธุ์หนึ่งไว้ได้

         จริงๆ ก็ยังมีอีกหลายหมู่บ้านที่อนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองไว้ได้เพราะยังมีคน ที่ติดใจรสชาติของข้าวอยู่ โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ จะปลูกไว้แต่ข้าวแบบที่ตนเองเคยกินและกินอร่อย ใครจะว่าดีหรือไม่ดีก็ไม่สนใจ น่าอิจฉาคนปลูกข้าวก็ตรงนี้ที่มีโอกาสได้เลือกปลูกและกินข้าวแบบที่ตัวเองชอบ ทำให้นึกอยากปลูกข้าวที่เราชอบไว้กินเองบ้าง

         มีคนพูดถึงคำของท่านพุทธทาส เมื่อตอนที่มีคนถามท่านว่า “อะไรดีที่สุด?” ท่านตอบว่า “ไม่มีอะไรดีที่สุด มีแต่อะไรดีสำหรับอะไร” เหมือน กับพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ตั้งแต่มีการคิดประกวดคัดเลือกพันธุ์ข้าวว่า พันธุ์ ไหนดีที่สุดก็เป็นการคิดที่ผิดแล้ว เพราะการมีข้าวที่หลากหลายก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่แตกต่างกัน เขาพูดกันไปถึงจิตวิญญาณของต้นข้าวว่า ข้าวเป็นหมื่นเป็นแสนชนิดต่างเกิดมาโดยมีจิตวิญญาณ มีภาระหน้าที่ของตนเอง

         ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ท่านหนึ่ง ได้แก่ อ.สมหมาย ธรรมวัติ จากอำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ เป็นนักอนุรักษ์พันธุ์ข้าวตัวยง ที่บ้านปลูกข้าวอยู่ปีละหลายๆ พันธุ์ ท่านตั้งใจว่าจะพยายามรวบรวมข้าวพันธุ์ต่างๆ ปลูกไว้ให้ได้มากที่สุด และจะต้องพูดภาษาข้าวให้ได้ด้วย

         พูดภาษาข้าวได้ หมายความว่าจะต้องรู้จักและเข้าใจว่าข้าวแต่ละพันธุ์เป็นอย่างไร จะปลูกยังไง จะโตอย่างไร ใช้ประโยชน์อย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด ปลูกข้าวไปก็จะต้องเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข้าวไปด้วย เหมือนกับที่นักวิจัยทำ อ.สมหมาย บอกว่าตนเองเป็นชาวนา สามารถทำเรื่องวิจัยพันธุ์ข้าวได้ดีกว่านักวิจัย เพราะชาวนาน่าจะเป็นผู้ที่รู้จักข้าวดีที่สุด จุดแข็งของชาวนาก็คือการรู้จักต้นข้าว แต่ต้องเป็นชาวนาที่มีจิตวิญญาณของชาวนา สามารถปลูกข้าวให้ได้อะไรมากกว่าผลผลิต

         สิ่งที่ อ.สมหมาย กำลังทำทุกวันนื้คือพยายามกลับมาเรียนรู้เรื่องข้าวที่หายไปหลายสิบปี และพยายามจะรักษาพันธุ์ข้าวไว้ให้แผ่นดิน แต่ทำแล้วมีเสียงหัวเราะเยาะอยู่รอบตัว ใครๆ ก็บอกว่า ปลูกไว้เยอะๆ แล้วใครจะมาซื้อ นี่ก็เลยเป็นอีกเรื่องที่ต้องมีพูดคุยกัน คือนอกจากชาวนาจะต้องกลับมาเรียนรู้และอนุรักษ์พันธุ์ข้าวแล้ว ก็ต้องให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องตรงนี้ด้วย เพราะไม่อย่างนั้นปลูกไปก็ไม่มีใครกินอย่างว่า

         ฟังใครๆ เขาพูดกันแล้วก็เกิดความรู้สึกใหม่กับข้าวที่เรากินอยู่ทุกวัน ข้าวนี่ก็มีชีวิตของมันที่น่าเรียนรู้ อยากจะลองเลือกสรรข้าวที่เรากินมากขึ้น ไม่อยากกินข้าวที่มาจากความเจ็บปวดของคนปลูกข้าว …ต่อแต่นี้ไปฉันจะกินข้าวพันธุ์พื้นเมืองและถ้ามีโอกาสก็จะปลูกข้าวบนที่ดิน ของตัวเองบ้าง จะทำจริงๆ เลยครับ…คอยดู


         ติดตามเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับข้าวพันธุ์พื้นเมืองตอนต่อไปได้ที่นี่ : มูลนิธิพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน(ม.พศช.)